-
สาระน่ารู้
หน้าแรก
สาระน่ารู้
พบข้อมูลจำนวน 124 รายการ แสดงผลอยู่ที่ 6/11 หน้า
จัดซื้อจัดจ้าง
-
ประกาศผู้ชนะการเสนอราคา จัดซื้อแท่นถอดสปริงโช๊คอัพ จำนวน ๒ แท่น
-
ประกาศผู้ชนะการเสนอราคาจัดซื้อเครื่องเชื่อมเลเซอร์ จำนวน 1 เครื่อง
-
สรุปผลการดำเนินการจัดซื้อจัดจ้างในรอบเดือน มีนาคม 2569
-
ประกาศประวดราคาโครงการก่อสร้างถนนและระบบระบายน้ำพร้อมติดตั้งไฟฟ้าส่องสว่างภายในศูนย์กำจัดขยะมูลฝอยรวมแบบครบวงจร จังหวัดระยอง ตำบลน้ำคอก อำเภอเมืองระยอง จังหวัดระยอง
-
จัดซื้อวัสดุ - อุปกรณ์เพื่อใช้ในโครงการส่งเสริมและแก้ไขปัญหาการประกอบอาชีพของประชาชนจังหวัดระยอง ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๙ กิจกรรมการทำเคสยาดมแฮนด์เมด DIY
ค้นหาข้อมูลในเว็บไซต์
ปฎิทินกิจกรรม
ท่านคิดว่า อบจ.ระยอง ควรเน้นหนักแก้ไขปัญหาในเรื่องใดเป็นอันดับแรก
- ปรับปรุงระบบสาธารณูปโภค โหวต
- แก้ไขปัญหายาเสพติด โหวต
- แก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อม โหวต
- แก้ไขปัญหาน้ำท่วม โหวต
- ราคาผลผลิตภาคการเกษตร โหวต
สถิติผู้เข้าชมเว็บไซต์
- กำลังใช้งาน 144 คน
- ผู้เข้าชมวันนี้ 347 คน
- ผู้เข้าชมทั้งหมด 20,578,949 คน
แปลภาษา

'สงกรานต์' กับ 3 วันสำคัญของปีใหม่ไทย ตรงกับวันไหนกันแน่?
ต้อนรับสู่วัน "สงกรานต์" หรือวันปีใหม่ไทยที่ปีนี้ไม่สนุกเหมือนทุกปีที่ผ่านมา ด้วยเหตุโรคระบาด "โควิด-19" ที่แพร่กระจายไปทั่วโลก มนุษย์ต้องหยุดทุกกิจกรรม ประเพณี หรือเทศกาลที่มีลักษณะการรวมกลุ่มฝูงชนจำนวนมากเพื่อควบคุมการระบาดนี้ให้ได้ แต่ไหนๆ ก็มาถึงวัน "สงกรานต์ 2563" ทั้งที (แม้จะไม่ได้สาดน้ำหรือฉลองปีใหม่ก็ตาม) วันนี้จะชวนคนไทยมารู้จัก 3 วันสำคัญในช่วงเทศกาลสงกรานต์กันหน่อยดีกว่า "สงกรานต์" เริ่มมีมาตั้งแต่เมื่อไหร่? วันสงกรานต์ ถือเป็นประเพณีวันขึ้นปีใหม่ของไทยมาแต่โบราณ คำว่า “สงกรานต์” มาจากภาษาสันสกฤตว่า “สํ-กรานต” ซึ่งแปลว่า ก้าวขึ้น ย่างขึ้น หรือย้ายขึ้น มีนัยยะหมายถึงการเข้าสู่ศักราชราศีใหม่หรือวันขึ้นปีใหม่นั้นเอง โดยเทศกาล “สงกรานต์” นั้นเป็นประเพณีที่มีความเก่าแก่และถูกสืบทอดกันมานานตั้งแต่โบราณ ในยุคแรกๆ คนไทยโบราณจะถือเอาวันขึ้น 1 ค่ำ เดือนอ้าย ซึ่งจะตรงในช่วงเดือนพฤศจิกายนหรือธันวาคม ให้เป็นวันขึ้นปีใหม่ แต่ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 5 ได้มีการเปลี่ยนมากำหนดใหม่ โดยกำหนดให้วันที่ 1 เมษายน เป็นวันขึ้นปีใหม่ ผ่านมาจนถึงยุคสมัยของ จอมพล ป. พิบูลสงคราม (พ.ศ. 2483) ได้เปลี่ยนวันปีใหม่ให้เป็นวันสากล คือ วันที่ 1 มกราคม แต่ถึงอย่างไร คนโบราณก็ยังคงคุ้นเคยกับวันปีใหม่ไทยในเดือนเมษายน จึงได้กำหนดให้วันที่ 13 เมษายน เป็นวันขึ้นปีใหม่ไทยหรือวัน “สงกรานต์” ร่วมด้วย โดยมีวันสำคัญต่างๆ ที่พ่วงมาด้วยในช่วงวันที่ 13-14-15 เมษายน คือ วันมหาสงกรานต์ วันผู้สูงอายุ วันครอบครัว และวันเถลิงศก เทศกาล “สงกรานต์” เป็นประเภณีที่งดงาม อ่อนโยน เอื้ออาทร และเต็มไปด้วยบรรยากาศของความกตัญญู ความสนุกสนาน ความอบอุ่น และการแสดงความเคารพซึ่งกันและกัน โดยใช้ "น้ำ" เป็นสื่อในการแสดงความรักความกตัญญูของลูกหลานไปยังญาติผู้ใหญ่ โดยมีกิจกรรมฉลองปีใหม่แบบไทยๆ มากมายหลายกิจกรรม บางอย่างก็แตกต่างกันไปตามท้องถิ่นแต่ละภูมิภาค แต่กิจกรรมหลักๆ ที่คล้ายกันทุกภูมิภาค ได้แก่ 1. ทำบุญตักบาตร ในวันมหาสงกรานต์ ประชาชนจะลุกขึ้นมาแต่เช้ามืดมาปรุงและจัดเตรียมสำรับอาหาร เพื่อนำไปตักบาตรถวายพระ พอจัดเตรียมอาหารเสร็จก็จะบรรจงลงภาชนะอย่างพิถีพิถัน เรียงลงในถาด เพื่อนำไปทำบุญตักบาตรและเลี้ยงพระประจำหมู่บ้านของตน แต่ละคนจะแต่งตัวด้วยเสื้อผ้าที่สวยงาม สะอาด เรียบร้อยมิดชิดเหมาะแก่การไปทำบุญที่วัด 2. สรงน้ำ รดน้ำดำหัว และเล่นน้ำ "สงกรานต์" อีกหนึ่งกิจกรรมที่คนไทยปฏิบัติสืบตือกันมาก็คือ การสรงน้ำพระ รดน้ำดำหัวผู้ใหญ่ เล่นสาดน้ำ เตือนอีกครั้งว่า ปีนี้ 2563 ทางการมีคำสั่งงดการจัดกิจกรรมสงกรานต์ทุกระดับ งดการรดน้ำดำหัวผู้ใหญ่ (แต่ไหว้ขอพรได้โดยเว้นระยะห่างกัน 2 เมตร) และงดเล่นสาดน้ำสงกรานต์ทั่วประเทศ!! แต่ยังสามารถสรงน้ำพระที่บ้านได้ โดยตามความเชื่อของคนไทยเกี่ยวกับการ "สรงน้ำพระพุทธรูป" นั้น จะต้องเตรียมดอกไม้ ธูปเทียน ไปบูชาพระที่หิ้งพระที่บ้าน แล้วเอาน้ำอบไปประพรมที่องค์พระ ซึ่งพิธีนี้สะท้อนนัยยะว่าเป็นการแสดงความเคารพบูชาต่อพระพุทธศาสนาในวันขึ้นปีใหม่ไทย ส่วนการ "รดน้ำญาติผู้ใหญ่" หรือผู้ซึ่งเป็นที่เคารพนับถือ มีความหมายว่าเป็นการไหว้แสดงความกตัญญู ขอขมา และเป็นการขอพรตามประเพณี 3. ก่อพระเจดีย์ทราย ขนทรายเข้าวัด ในสมัยก่อนมีความเชื่อกันว่าหลังจากที่เรามาทำบุญที่วัดแล้วแล้วเวลาเดินออกจากวัดจะมีเม็ดทรายติดเท้าออกไปด้วย ถือเป็นการเอาของๆ วัดออกไป ต้องเอามาคืน ดังนั้นเพื่อเป็นการนำทรายหรือดินที่ติดเท้าออกไปมาคืนวัดจึงเกิดประเพณี "การขนทรายเข้าวัด" และ "การก่อพระเจดีย์ทราย" นั้นเอง และกิจกรรมนี้ยังถือเป็นกุศโลบายเพื่อสร้างความสามัคคีกลมเกลียวกันของคนในชุมชน อ่านเพิ่มเติม : ฉลอง ‘สงกรานต์’ ยังไงในช่วง ‘โควิด-19’ รวมไอเดียมาให้แล้วที่นี่! 13 เมษายน เป็นวันผู้สูงอายุและวันมหาสงกรานต์ อย่างที่เกริ่นไปข้างต้นว่าเทศกาล "สงกรานต์" มาพร้อมกับวันสำคัญต่างๆ มากมาย เริ่มจาก วันที่ 13 เมษายน ถือเป็นวันมหาสงกรานต์และเป็นวันผู้สูงอายุ รวมอยู่ในวันเดียวกัน โดยรัฐบาลกำหนดให้วันที่ 13 เมษายนเป็นวันผู้สูงอายุแห่งชาติ เพื่อให้ลูกหลานได้เล็งเห็นความสำคัญของผู้สูงอายุ ซึ่งส่วนใหญ่ก็มักจะเป็นบุพการี ผู้อาวุโสหรือผู้ใหญ่ในชุมชนที่เคยทำคุณประโยชน์แก่สังคมมาแล้ว สำหรับที่มาของ "วันผู้สูงอายุ" นั้นเริ่มต้นขึ้นในสมัยจอมพล ป. พิบูลสงคราม เป็นนายกรัฐมนตรี ในสมัยนั้นได้มีการกำหนดนโยบายที่จะส่งเสริมสนับสนุนให้ประชาชนมีสภาพความเป็นอยู่ที่ดี มีคุณภาพ และดำรงชีวิตในสังคมได้อย่างปกติสุข โดยได้มอบให้กรมประชาสงเคราะห์จัดตั้งสถานสงเคราะห์คนชราขึ้นในปี 2496 เพื่อให้การสงเคราะห์ผู้สูงอายุที่เดือดร้อน ประสบปัญหาในการทำมาหากินและไม่สามารถช่วยเหลือตนเองได้ ต่อมาในสมัยรัฐบาล พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ก็มีการสานต่อความสำคัญของ "วันผู้สูงอายุ" โดยคณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ 14 ธันวาคม พ.ศ.2525 อนุมัติให้วันที่ 13 เมษายนของทุกปีเป็นวันผู้สูงอายุ และได้เลือก "ดอกลำดวน" เป็นสัญลักษณ์ของผู้สูงอายุ เนื่องจากเป็นต้นไม้ที่ให้ความร่มเย็น ลำต้นมีอายุยืน มีใบเขียวตลอดปี ให้ร่มเงาดีและดอกมีสีนวล กลิ่นหอม กลีบแข็งไม่ร่วงง่าย เปรียบเหมือนผู้สูงอายุซึ่งเป็นผู้ทรงวัยวุฒิที่คงคุณธรรมความดีงามไว้เป็นแบบอย่างแก่ลูกหลานตลอดไป วันที่ 14 เมษายน เป็นวันครอบครัว ถัดมาอีกหนึ่งวันก็คือ วันที่ 14 เมษายน รัฐบาลกำหนดให้เป็น “วันครอบครัว” ของทุกปี เพื่อสนับสนุนและส่งเสริมให้ประชาชนตระหนักถึงคุณค่าของสถาบันครอบครัว และใช้เวลาว่างในวันหยุดยาวช่วงเทศกาล "สงกรานต์" ให้สมาชิกในครอบครัวได้อยู่พร้อมหน้าและทำกิจกรรมต่างๆ ร่วมกัน เป็นการกระชับความสัมพันธ์ระหว่างสมาชิกในครอบครัว และสร้างความรักความอบอุ่นในครอบครัว อีกทั้งช่วงเทศกาลสงกรานต์ถือเป็นโอกาสที่ประชาชนจะได้เดินทางกลับบ้านเกิดเพื่อรวมญาติ พบปะครอบครัว ทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้กับบุพการีที่ล่วงลับไปแล้ว รดน้ำดำหัวขอพรผู้เฒ่าผู้แก่ เพื่อเสริมสร้างความเป็นสิริมงคล ความอบอุ่น และความสุขของครอบครัวตามประเพณีไทยที่ปฏิบัติสืบต่อกันมา สำหรับที่มาของ “วันครอบครัว” นั้น เริ่มต้นขึ้นเมื่อวันที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2532 คณะรัฐมนตรีซึ่งมีพลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ เป็นนายกรัฐมนตรี ได้เสนอมติโดยคุณหญิงสุพัตรา มาศดิตถ์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีในขณะนั้น เป็นผู้เสนอคณะรัฐมนตรีเห็นชอบด้วยและอนุมัติให้ วันที่ 14 เมษายน ของทุกปี เป็นวันแห่งครอบครัว ซึ่งตรงกับวันสงกรานต์ของไทย เพราะโดยส่วนใหญ่ในวันนี้เป็นวันที่สมาชิกในครอบครัวมีโอกาสพบปะกันได้โดยสะดวก 15 เมษายน วันขึ้นปีใหม่ไทย ส่วนวันที่ 15 เมษายน จะเรียกว่าเป็น “วันเถลิงศก” ถือว่าเป็นวันเริ่มจุลศักราชใหม่ หรือวันปีใหม่ไทยที่นับตามแบบสมัยโบราณนั่นเอง ส่วนใหญ่คนไทยจะนิยมไปเที่ยวกับครอยบครัวหรือฉลองปีใหม่กันที่บ้านด้วยการทำกับข้าว กินข้าวมื้อใหญ่ร่วมกันพร้อมหน้าพร้อมตา และมีเคล็ดว่าทุกคนต้องสวมใส่เสื้อผ้าใหม่หรือมีของใช้ส่วนตัวชิ้นใหม่ๆ อย่างน้อย 1 ชิ้นเพื่อเป็นการเสริมสิริมงคลต้อนรับปีใหม่นั่นเอง ขอบคุณข้อมูลจาก:https://www.bangkokbiznews.com/news/detail/875735
ไวรัสโคโรนา: “หน้ากากอนามัย” แบบไหน ควรใส่ป้องกัน “โควิด-19”
เราจำเป็นต้องใส่หน้ากากอนามัยหรือไม่? อันดับแรกก่อนเข้าสู่ช่วงคำถามเกี่ยวกับการใช้หน้ากากอนามัย ต้องเข้าใจก่อนว่า จริงๆ แล้วหน้ากากอนามัยที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบัน (surgical mask) ทั้งสีขาว ฟ้า เขียว ฯลฯ ถูกผลิตขึ้นมาเพื่อป้องกันไม่ให้ละอองน้ำลายจากการไอ จาม แพร่กระจายสู่อากาศภายนอก ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้ผู้ที่สูดอากาศเอาละอองน้ำลายของผู้ป่วยเข้าสู่ระบบทางเดินหายใจติดเชื้อไวรัสได้ (เหมือนกับการติดต่อของโรคหวัดธรรมดาเช่นกัน) ดังนั้นในหลายประเทศ ที่เห็นชัดๆ อย่างประเทศญี่ปุ่น หากใครป่วยเป็นไข้หวัด จึงมักใส่หน้ากากอนามัยเพราะมีวินัยในตัวเอง ป้องกันไม่ให้คนอื่นติดหวัดจากเรานั่นเอง แต่ในบ้านเราส่วนใหญ่ยังพบว่า แม้ว่าเราจะป่วยเป็นไข้หวัด มีอาการไอ จาม หลายคนยังไม่สวมหน้ากากอนามัย ดังนั้นการสวมหน้ากากอนามัยในช่วงเวลาที่มีการระบาดของเชื้อไวรัส ก็ถือว่าช่วยป้องกันให้ตัวเองได้ในระดับหนึ่ง แต่พึงระวังไว้เสมอว่า ที่สำคัญยิ่งกว่าการสวมหน้ากากอนามัย คือการล้างมือให้สะอาดอยู่บ่อยๆ ลดการสัมผัสกับสิ่งของสาธารณะ ลดการสัมผัสหน้าตาจมูกปากของตัวเองระหว่างวัน ไม่จับหน้ากากอนามัยที่ตัวเองสวมอยู่ระหว่างวัน และล้างมือก่อนหยิบจับอาหารเข้าปาก จะช่วยลดการติดเชื้อไวรัสได้มากกว่า ใครต้องใส่ “หน้ากากอนามัย” ช่วง “โควิด-19” ระบาดบ้าง? หน้ากากแบบไหน ป้องกันโควิด-19 ได้? เรียงลำดับหน้ากากจากความสามารถในการป้องกันเชื้อไวรัส หน้ากากผ้า ความสามารถในการป้องกันเชื้อไวรัส - ต่ำ เพราะวัสดุที่เป็นผ้าไม่สามารถป้องกันความชื้นได้ และยังเสี่ยงต่อการที่เชื้อโรคติดค้างอยู่ในหน้ากากนานกว่าหน้ากากชนิดอื่น แนะนำให้ใส่ - ผู้มีสุขภาพดีปกติ ไม่เป็นโรคเกี่ยวกับทางเดินหายใจ ป้องกันฝุ่นละอองขนาดใหญ่กว่า PM 2.5 เช่น สวมใส่ขณะทำความสะอาดบ้าน เป็นต้น ไม่แนะนำให้ใส่ - ผู้ป่วยติดเชื้อไวรัส ผู้ป่วยไข้หวัด (ป้องกันละอองน้ำลายออกจากปากและจมูก กระจายสู่อากาศภายนอกไม่ได้มากนัก) ผู้ป่วยโรคทางเดินหายใจ บุคลากรทางการแพทย์ในโรงพยาบาล เป็นต้น ข้อควรระวัง - ควรซักก่อนใช้ทุกวัน หน้ากากอนามัย ความสามารถในการป้องกันเชื้อไวรัส - ปานกลาง เพราะจริงๆ แล้วหน้ากากอนามัยออกแบบมาเพื่อป้องกันไม่ให้ละอองน้ำลาย “ออก” จากหน้ากากมากกว่าไม่ให้ละอองน้ำลายเข้าผ่านหน้ากาก “เข้า” สู่ปากและจมูกของเรา แต่ด้วยวัสดุกันความชื้น และชั้นกรองต่างๆ ในหน้ากากอนามัย (ที่ได้มาตรฐาน) ก็ช่วยป้องกันละอองต่างๆ ได้บ้าง แต่ด้วยความที่มันบางและหลวมจึงมีโอกาสที่เชื้อโรคต่างๆ จะเล็ดลอดเข้าไปได้เช่นกัน แนะนำให้ใส่ - ผู้ป่วยโรคไข้หวัดที่มีอาการไอ จาม ผู้ป่วยโรคที่เกี่ยวกับทางเดินหายใจ บุคลากรทางการแพทย์ ผู้ที่ต้องดูแลผู้ป่วย ไม่แนะนำให้ใส่ - สามารถใส่ได้ทุกคน ข้อควรระวัง - ต้องพึงนึกเสมอว่า แค่สวมหน้ากากอนามัย ไม่ได้ป้องกันไวรัสได้ 100% อย่าสัมผัสหน้ากากตัวเองระหว่างวัน และควรเปลี่ยนทุกวันอย่าใช้ซ้ำ และอย่าซักมาใช้ซ้ำเช่นเดียวกัน สวม "หน้ากากอนามัย" ช่วยป้องกันไม่ให้ป่วยจริงหรือไม่ ? หน้ากาก N95 ความสามารถในการป้องกันเชื้อไวรัส - สูง สามารถป้องกันละอองน้ำลายจากผู้ป่วยได้ รวมถึงเชื้อโรคบางชนิด ละอองฝุ่นที่อนุภาคเล็กถึง PM 2.5 ได้มากถึง 95% (ถ้าสวมถูกวิธี) แต่ไม่สามารถป้องกันจากแก๊ส หรือไอน้ำได้ แนะนำให้ใส่ - คนที่ต้องทำงานอยู่ไซต์ก่อสร้าง หรือสถานที่ที่เต็มไปด้วยฝุ่นตลอดเวลา เช่น โรงงานบางแห่ง ไม่แนะนำให้ใส่ - ผู้ป่วยไข้หวัดธรรมดา และคนทั่วไปที่ไม่ได้ทำงานกับฝุ่น หรือไม่ได้อยู่ในพื้นที่ที่มีฝุ่นอนุภาคขนาดเล็ก PM 2.5 ข้อควรระวัง - หน้ากาก N95 อาจทำให้หายใจได้ไม่สะดวกมากนัก ไม่ควรใส่ขณะออกกำลังกาย หากไม่ใช่แบบที่ซักได้ก็ไม่ควรนำมาซัก เพราะจะลดประสิทธิภาพในการกรองได้ “หน้ากาก N95” ใช้ซ้ำได้หรือไม่? เมื่อไรควรเปลี่ยน? นอกเหนือจากนี้จะเป็นหน้ากากที่ใช้เฉพาะกับเจ้าหน้าที่ หรือผู้ที่ทำงานเกี่ยวข้องกับสารเคมีต่างๆ เช่น หน้ากาก P100 ที่ป้องกันแก๊สได้ หรือหน้ากากสำหรับนักดับเพลิง เป็นต้น หากอยากเลือกสวมหน้ากากอนามัยเพื่อช่วยป้องกันโควิด-19 ควรเลือกหน้ากากอนามัยแบบใช้แล้วทิ้งวันต่อวัน หรือถ้าไม่มีหรือกลัวสิ้นเปลือง อาจเลือกเป็นหน้ากาก N95 ชนิดเปลี่ยนเฉพาะไส้กรอง หรือชนิดซักใช้ซ้ำได้ (ถ้ามีอยู่แล้วที่บ้าน) แต่จริงๆ แล้วไม่มีความจำเป็นต้องใช้ถึงหน้ากาก N95 คนที่จำเป็นมากกว่าคือคนที่ต้องสัมผัส หรืออยู่ใกล้ผู้ป่วยติดเชื้อมากๆ เช่น บุคลากรทางการแพทย์ ถ้าไม่มีหน้ากากอนามัยเลยจริงๆ หากเป็นผู้ที่มีสุขภาพแข็งแรงสมบูรณ์ดี เน้นล้างมือบ่อยๆ กินร้อน ช้อนตัวเอง และงดพบปะสังสรรค์ หรือร่วมกิจกรรม ไปในสถานที่ที่มีคนรวมอยู่เป็นจำนวนมาก ช่วยลดความเสี่ยงในการติดไวรัสได้มากกว่าการใส่หน้ากากเยอะ **ถ้าป่วยเป็นไข้หวัดมีอาการไอ จาม ควรสวมหน้ากากอนามัยเมื่อออกนอกบ้าน ขอขอบคุณ ข้อมูล :businessinsider.com,กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข ,https://www.sanook.com/health/21151/ ภาพ :iStock
วิธีป้องกันไวรัสโควิด (Covid-19) ที่คนไทยต้องรู้
ไวรัสโควิด 19 (Covid-19) คือเชื้อไวรัสที่มีรูปร่างคล้ายมงกุฎ พบครั้งแรกกลางทศวรรษที่ 1960 โดยมีเชื้อไวรัสโคโรน่าอยู่ 4 สายพันธุ์ใหญ่ ๆ ด้วยกัน แต่ตัวที่ระบาดมากที่สุดคือ SARS-CoV พบครั้งแรกที่ประเทศจีน ปี ค.ศ. 2002-2003 ซึ่งได้ระบาดไปทั่วโลกและมีอัตราการเสียชีวิตสูง ต่อมาพบเชื้อไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ MERS-CoV เกิดขึ้นครั้งแรกในประเทศซาอุดีอาระเบีย ในแถบตะวันออกกลาง จนกระทั่งล่าสุดพบ “เชื้อไวรัสโควิด 19 หรือ ไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่ 2019” ที่เมืองอู่ฮั่น เมืองหลวงของมณฑลหูเป่ย์ ตอนกลางของประเทศจีน โดยบริเวณที่พบผู้ป่วยมากที่สุดและคาดว่าน่าจะเป็นรังของโรค คือ ตลาดอาหารทะเลและสัตว์หายากในเมือง ซึ่งได้แพร่กระจายไปในหลายเมืองในประเทศจีนและหลายประเทศ เช่น ไทย เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา เป็นต้น โดยเฉพาะในประเทศไทยเอง ผู้ป่วยรายแรกที่พบนั้นเป็นนักท่องเที่ยวหญิงชาวจีนอายุ 61 ปี จากเมืองอู่ฮั่น ซึ่งมีอาการไข้หนาวสั่น ปวดศีรษะและเจ็บคอ สามวันก่อนเดินทางมาที่ประเทศไทย ต่อมาได้เดินทางมาพร้อมครอบครัวเพื่อท่องเที่ยว เมื่อเดินผ่านเครื่องตรวจจับความร้อนที่สนามบิน (thermo scan) จึงพบว่ามีไข้ และถูกส่งตัวไปนอนรักษาที่โรงพยาบาลทันที อีกสองวันต่อมา ทางโรงพยาบาลสามารถแยกเชื้อโดยวิธีการทางโมเลกุลได้ว่าเป็นเชื้อ “ไวรัสโควิด 19” จึงรายงานไปที่องค์การอนามัยโลก และประเทศไทยได้ประกาศว่าเป็นประเทศแรกนอกเหนือจากประเทศจีน ที่มีผู้ป่วย ไวรัสโควิด 19 ในเวลานี้ทางองค์การอนามัยโลก (WHO) ได้ทำการยกระดับการเตือนภัยความเสี่ยงการระบาดไปทั่วโลกของเชื้อไวรัสโควิด 19 อยู่ที่ระดับ “สูงมาก” หลังมียอดผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นและมีการลุกลามไปยังประเทศต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง วิธีสังเกตอาการ (Covid-19) หากได้รับเชื้อไวรัสโควิด 19 ผู้ป่วยจะเริ่มแสดงอาการออกมาภายใน 1 วัน ถึง 2 สัปดาห์ หลังจากได้รับเชื้อ โดยอาการเริ่มแรกของผู้ป่วยที่ติดเชื้อไวรัสโควิด 19 นั้น ส่วนใหญ่จะเริ่มจากการมีไข้สูง > 37.5 องศา ไอ เจ็บคอ อ่อนเพลีย ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ หายใจหอบเหนื่อย ถ่ายเหลวท้องเสีย หากผู้ป่วยมีร่างกายไม่แข็งแรงหรือมีภูมิคุ้มกันต่ำ จะทำให้มีความรุนแรงถึงขั้นวิกฤตและเสียชีวิตได้ ล่าสุดทาง…ดร. อเดล แมคคอร์มิค นักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยเวสต์มินสเตอร์ ในอังกฤษ ระบุว่า การป้องกันการได้รับเชื้อทำได้โดย “หลีกเลี่ยงการสัมผัสใบหน้า, ปาก, จมูก และดวงตา” เนื่องจากมันอาจเป็นช่องทางที่ไวรัสจะเข้าสู่ร่างกายและทำให้เกิดการติดเชื้อได้ พร้อมแสดงวิธีการดีที่สุดที่จะช่วยป้องกันคุณจากการติดเชื้อไวรัสโควิด-19 วิธีป้องกัน (Covid-19) เบื้องต้นทุกคนสามารถป้องกันตัวเองและคนรอบข้างให้ห่างไกลจากเชื้อไวรัสโควิด 19 ได้ดังนี้ เลี่ยงการใกล้ชิดกับผู้ป่วยที่มีอาการไอ จาม น้ำมูกไหล เหนื่อยหอบ เจ็บคอ เลี่ยงการเดินทางไปในพื้นที่เสี่ยง โดยเฉพาะเมืองอู่ฮั่นที่เป็นรังโรค และเมืองอื่น ๆ ในประเทศจีนที่มีการระบาด ระวังการสัมผัสพื้นผิวที่ไม่สะอาด และอาจมีเชื้อโรคเกาะอยู่ ควรล้างมือให้สม่ำเสมอด้วยสบู่ หรือแอลกอฮอล์เจลอย่างน้อย 20 วินาที งดจับตา จมูก ปากขณะที่ไม่ได้ล้างมือ เลี่ยงการใกล้ชิด สัมผัสสัตว์ต่าง ๆ โดยที่ไม่มีการป้องกัน ทานอาหารสุก สะอาด ใช้ช้อนกลาง ไม่ทานอาหารที่ทำจากสัตว์หายาก ควรดูแลสุขภาพ ออกกำลังกายและพักผ่อนให้เพียงพอ หลังจากกลับจากต่างประเทศภายใน 14 วัน หากมีอาการป่วยควรรีบไปพบแพทย์โดยเร็ว และแจ้งรายละเอียดว่าเราเคยไปต่างประเทศมาแม้ว่าประเทศนั้นจะไม่มีการติดเชื้อก็ตาม สำหรับบุคลากรทางการแพทย์หรือผู้ที่ต้องดูแลผู้ป่วยที่ติดเชื้อไวรัสโควิด 19 โดยตรง ควรใส่หน้ากากอนามัย หรือใส่แว่นตานิรภัย เพื่อป้องกันเชื้อในละอองฝอยจากเสมหะหรือสารคัดหลั่งเข้าตา อัพเดท…ข้อมูลจากองค์การอนามัยโลกเกี่ยวกับวิธีการล้างมือ เพื่อปกป้องตัวเองจากการติดเชื้อโรค มีรายละเอียดดังนี้ : เปิดน้ำใส่มือให้เปียกโดยควรใช้สบู่ที่มากพอต่อการล้างหนึ่งครั้ง ใช้ฝ่ามือถูกันและใช้ฝ่ามือข้างหนึ่งถูหลังมืออีกข้างโดยให้นิ้วมือสอดประสานกัน สอดประสานนิ้วมือทั้ง 2 ข้างแล้วถูไปมาและกำมือทั้ง 2 ข้างแล้วใช้บริเวณหลังนิ้วมือถูกันไปมา ใช้มือกำรอบนิ้วหัวแม่มืออีกข้างแล้วหมุนไปมาสลับข้างกัน ถูปลายนิ้วลงบนฝ่ามืออีกข้าง จากนั้นล้างมือด้วยน้ำและใช้กระดาษซับให้แห้งเพียงเท่านี้ มือของคุณก็จะปลอดจากเชื้อโรค วิธีป้องกัน ‘ไวรัสโควิด-19’ หากต้องเดินทางด้วยไปต่างประเทศด้วยเครื่องบิน อัพเดท…ทางสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท. หรือ CAAT) ได้คำแนะนำประชาชนที่หากมรเหตุจำเป็นต้องไปต่างประเทศด้วยเครื่องบินในช่วงนี้ โดยทาง กพท. ได้อธิบายและแนะนำวิธีป้องกันตัวเองจากการแพร่ระบาดของเชื้อ ไวรัสโควิด-19 โดยผู้โดยสารควรจำเป็นต้องป้องกันตัวเองในลักษณะเดียวกับการอยู่ในพื้นที่แออัด ดังนี้ หากถ้าโดนท่านโดนไอจามใส่บริเวณหน้า มือแขน ต้องรีบล้างทันทีเพื่อลดความเสี่ยง ระมัดระวังการสัมผัสโดนสารคัดหลั่งจากระบบทางเดินหายใจ เช่น น้ำมูก น้ำลาย เสมหะ โดยเฉพาะห้องน้ำบนเครื่องบน จุดที่ต้องระวังเป็นพิเศษคือ บริเวณช่องทางเสี่ยงติดเชื้อ คือ อวัยวะบนใบหน้า เช่น ตา จมูก ปาก หากท่านพบคนไอจาม ควรแบ่งปันหน้ากากอนามัยให้ (ถ้ามี) เพื่อลดโอกาสในการแพร่เชื้อ นอกจากนี้ ทาง กพท. ได้แนะนำวิธีการสวมหน้ากากอนามัยถูกต้อง ด้วยการสวมหน้ากากอนามัย โดยหันด้านที่มีสีออกข้างนอก(บ้างแบบสีเขียว บางแบบสีน้ำเงิน) โดยสวมให้กระชับครอบคลุมทั้งจมูกและปาก ในเวลาใส่หรือถอดให้จับบริเวณสายคล้องเพื่อป้องกันโรคติดที่มือและไม่ควรไปจับหน้ากากบ่อยๆเพราะมือท่านอาจจะติดเชื้อและเชื้ออาจจะไปติดที่หน้ากากได้เพราะมือเป็นอวัยวะที่มีความเสี่ยงในการนำพาเชื้อเพราะสัมผัสกับสิ่งต่างๆ ควรล้างมือบ่อยๆ โดยใช้สบู่ หรือแอลกอฮอล์ฆ่าเชื้อ โดยดูได้จากวิธีล้างมือ คําแนะนําเพิ่มเติม ในช่วงเวลานี้ควรงดเข้าร่วมกิจกรรมทุกชนิด หรือลางานและไปพบแพทย์หากตนเองมีอาการป่วนของโรคระบบทางเดินหายใจทันที ก่อนไปทำงานหรือร่วมกิจกรรมนอกบ้านทุกชนิด ควรจัดเตรียมหน้ากากอนามัยพร้อมกับแอลกอฮอล์แบบเจลให้ เพียงพอสำหรับตัวเองนอกจากนี้ควรล้างมือบ่อยๆ ด้วยสบู่หรือแอลกอฮอล์เจล ควรการสวมใส่หน้ากากอนามัยตลอดเวลาที่ออกจากบ้าน หากพบว่าตนเองมีอาการป่วยตามเกณฑ์ ควรรีบติดต่อขอเข้ารับการตรวจรักษาตามขั้นตอน โรงพยาบาลที่รับตรวจCovid-19 และหากอาการป่วยเกี่ยวกับโรคในระบบทางเดินหายใจควรงดเข้าร่วมกิจกรรมและลางานทันที หากสังเกตเห็นเพื่อนร่วมงานและคนรอบข้างมีอาการไข้ ไอ จาม มีน้ำมูก ผิดปกติ ควรแนะนำให้ผู้มีอาการรับการตรวจตามขั้นตอน หรือไป โรงพยาบาลที่รับตรวจCovid-19 ควรหลีกเลี่ยงการอยู่ใกล้ชิดกับผู้มีอาการป่วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ป่วยที่มีอาการโรคในระบบทางเดิน หายใจที่ไม่ป้องกันตนเอง หรือกลุ่มที่พึงกลับมาจากประเทศที่มีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อ หากท่านไหนที่เพิ่งกลับจากกลุ่มประเทศเสี่ยงติดเชื้อสามารถปฏิบัติตามแนวทางนี้ได้ : วิธีปฏิบัติหากเพิ่งกลับจากประเทศกลุ่มเสี่ยง ไวรัสโควิด-19 ระบาด ขอบคุณข้อมูลจาก : https://www.moneyguru.co.th/travel-insurance/articles/โควิด-19/
PM2.5 คืออะไร? อันตรายและการป้องกันฝุ่นละอองขนาดเล็ก
อากาศที่เราหายใจเข้าไปไม่ใช่อากาศที่บริสุทธิ์ เพราะมีฝุ่นละอองขนาดเล็กอย่าง PM2.5 รวมถึงเชื้อโรค และสารปนเปื้อนต่างๆ ที่มองไม่เห็นอีกมากมาย ซึ่งโดยปกติแล้วจมูกของเราจะมีขนจมูกที่ช่วยกรองฝุ่นละอองต่างๆ ก่อนเข้าสู่ระบบทางเดินหายใจ ทำให้ร่างกายไม่ได้รับผลกระทบมากนัก แต่ปัจจุบันในประเทศไทยได้เกิดปัญหามลภาวะทางอากาศที่รุนแรงมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง PM2.5 ซึ่งจมูกไม่สามารถกรองฝุ่นนี้ไม่ให้เข้าสู่ร่างกายได้ ทำให้ต้องหาวิธีหลีกเลี่ยงและป้องกัน เพราะอาจส่งเป็นอันตรายและผลเสียต่อสุขภาพร่างกายอย่างมากในภายหลัง PM2.5 คืออะไร? PM2.5 คือ ฝุ่นละอองขนาดเล็กไม่เกิน 2.5 ไมครอน เทียบได้ว่ามีขนาดประมาณ 1 ใน 25 ส่วนของเส้นผ่านศูนย์กลางเส้นผมมนุษย์ เล็กจนขนจมูกของมนุษย์ที่ทำหน้าที่กรองฝุ่นนั้นไม่สามารถกรองได้ จึงแพร่กระจายเข้าสู่ทางเดินหายใจ กระแสเลือด และเข้าสู่อวัยอื่นๆ ในร่างกายได้ ตัวฝุ่นเป็นพาหะนำสารอื่นเข้ามาด้วย เช่น แคดเมียม ปรอท โลหะหนัก และสารก่อมะเร็งอื่นๆ สาเหตุที่ทำให้เกิดฝุ่น PM2.5 ฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 2.5 ไมครอน (PM2.5) มาจากสองแหล่งกำเนิดใหญ่ๆ คือ แหล่งกำเนิดโดยตรง ได้แก่ การเผาในที่โล่ง การคมนาคมขนส่ง การผลิตไฟฟ้า อุตสาหกรรมการผลิต การรวมตัวของก๊าซอื่นๆ ในบรรยากาศ โดยเฉพาะซัลเฟอร์ไดออกไซด์ (SO2) และออกไซด์ของไนโตรเจน (NOx) รวมทั้งสารพิษอื่นๆ ที่ล้วนเป็นอันตรายต่อร่างกายมนุษย์ เช่น สารปรอท (Hg), แคดเมียม (Cd), อาร์เซนิก (As) หรือโพลีไซคลิกอะโรมาติกไฮโดรคาร์บอน (PAHs) อันตรายและผลกระทบต่อสุขภาพจาก PM2.5 ร่างกายของผู้ที่แข็งแรงเมื่อได้รับฝุ่น PM2.5 อาจจะไม่ส่งผลกระทบให้เห็นในช่วงแรกๆ แต่หากได้รับติดต่อกันเป็นเวลานาน หรือสะสมในร่างกาย สุดท้ายก็จะก่อให้เกิดอาการผิดปกติของร่างกายในภายหลัง โดยแบ่งได้เป็นผลกระทบทางร่างกาย และผลกระทบทางผิวหนัง ผลกระทบทางสุขภาพ เกิดอาการไอ จาม หรือภูมิแพ้ ผู้ที่เป็นภูมิแพ้ฝุ่นอยู่แล้ว จะยิ่งถูกกระตุ้นให้เกิดอาการมากขึ้น เกิดโรคทางเดินหายใจเรื้อรัง เกิดโรคหลอดเลือดและหัวใจเรื้อรัง เกิดโรคปอดเรื้อรัง หรือมะเร็งปอด ผลกระทบทางผิวหนัง มีผื่นคันตามตัว ปวดแสบปวดร้อน มีอาการระคายเคือง เป็นลมพิษ ถ้าเป็นหนักมากอาจเกิดลมพิษบริเวณใบหน้า ข้อพับ ขาหนีบ ทำร้ายเซลล์ผิวหนัง ทำให้ผิวอ่อนแอ เหี่ยวย่นง่าย ระดับความรุนแรงของ PM2.5 องค์การอนามัยโลก หรือ World Health Organization (WHO) กำหนดให้ฝุ่น PM2.5 จัดอยู่ในกลุ่มที่ 1 ของสารก่อมะเร็ง ประกอบกับรายงานของธนาคารโลก (World Bank) ที่ระบุว่า ประเทศไทยมีผู้เสียชีวิตจากมลพิษทางอากาศมากถึง 50,000 ราย ส่งผลไปถึงระบบเศรษฐกิจ รวมไปถึงค่าใช้จ่ายที่รัฐต้องสูญเสียเกี่ยวเนื่องกับค่ารักษาพยาบาลผู้ป่วยจากมลพิษทางอากาศนี้ เกณฑ์ของดัชนีคุณภาพอากาศของประเทศไทย สำหรับคนที่ไม่รู้ว่าเวลาไหนที่คุณภาพอากาศเริ่มเป็นอันตรายต่อสุขภาพ สามารถตรวจเช็คดัชนีคุณภาพอากาศ (Air Quality Index : AQI) ได้ที่เว็บไซต์ของกรมควบคุมมลพิษ โดยประเทศไทยแบ่งดัชนีคุณภาพอากาศเป็น 5 ระดับ ตั้งแต่ 0 ถึง 201 ขึ้นไป โดยใช้สีเป็นตัวเปรียบเทียบระดับของผลกระทบต่อสุขภาพ AQI PM2.5 (มคก./ลบ.ม.) คุณภาพอากาศ สีที่ใช้ ข้อความแจ้งเตือน 0 - 25 0 - 25 ดีมาก ฟ้า เหมาะสำหรับกิจกรรมกลางแจ้งและการท่องเที่ยว 26 - 50 26 - 37 ดี เขียว สามารถทำกิจกรรมกลางแจ้งและการท่องเที่ยวได้ตามปกติ 51 - 100 38 - 50 ปานกลาง เหลือง สามารถทำกิจกรรมกลางแจ้งได้ตามปกติ แต่ถ้าเป็นผู้ที่ต้องดูแลสุขภาพเป็นพิเศษ หากมีอาการเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจ และระคายเคืองตา ไม่ควรทำกิจกรรมกลางแจ้งนาน 101 - 200 51 - 90 เริ่มมีผลกระทบต่อสุขภาพ ส้ม ควรเฝ้าระวังสุขภาพ ถ้ามีอาการเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจ ระคายเคืองตา ไม่ควรทำกิจกรรมกลางแจ้งนาน หรือใช้อุปกรณ์ป้องกัน ส่วนผู้ที่ต้องดูแลสุขภาพเป็นพิเศษ แล้วมีอาการทางสุขภาพ เช่น ไอ หายใจลำบาก ตาอักเสบ แน่นหน้าอก ปวดศีรษะ หัวใจเต้นไม่เป็นปกติ คลื่นไส้ อ่อนเพลีย ควรปรึกษาแพทย์ 201 ขึ้นไป 91 ขึ้นไป มีผลกระทบต่อสุขภาพ แดง ทุกคนควรหลีกเลี่ยงกิจกรรมกลางแจ้งทุกอย่างหลีกเลี่ยงพื้นที่ที่มีมลพิษทางอากาศสูง หรือใช้อุปกรณ์ป้องกันตนเองหากมีความจำเป็น หากมีอาการทางสุขภาพควรปรึกษาแพทย์ สถานการณ์ฝุ่น PM2.5 ในประเทศไทย ข่าวเรื่องฝุ่น PM2.5 เกินค่ามาตรฐาน ส่งผลให้คุณภาพอากาศอยู่ในระดับปานกลางถึงเริ่มมีผลกระทบต่อสุขภาพ เป็นข่าวที่เกิดขึ้นบ่อยในระยะ 1-2 ปีมานี้ และประเทศไทยมักถูกจัดอยู่ในลำดับต้นๆ ของเมืองที่มีคุณภาพอากาศแย่ที่สุดในโลก โดยการจัดอันดับตามมาตรฐานของประเทศสหรัฐอเมริกา (US AQI) ซึ่งสามารถดูข้อมูลนี้ได้จากแอปพลิเคชัน Air Visual แหล่งกำเนิด PM2.5 หลักๆ ในประเทศไทย มี 3 อย่าง คือ รถยนต์ การเผาในที่โล่งแจ้ง และสภาพความกดอากาศต่ำ ซึ่งวิกฤตฝุ่น PM2.5 เมื่อช่วงเดือนตุลาคม - พฤศจิกายน พ.ศ. 2562 ทางหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ กระทรวงคมนาคม สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงมหาดไทย กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กระทรวงอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงพลังงาน กรุงเทพมหานคร และสำนักนายกรัฐมนตรี ก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ ได้ขอความร่วมมือลดการใช้รถยนต์ส่วนตัวแต่ไม่ได้ผลที่ดีนัก อย่างไรก็ตาม ในเดือนมกราคม พ.ศ. 2563 นายประลอง ดำรงไทย อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการแก้ไขปัญหาฝุ่น PM2.5 ได้ประชุมติดตามความก้าวหน้า "การดำเนินงานตามแผนปฏิบัติการขับเคลื่อนวาระแห่งชาติ การแก้ไขปัญหาฝุ่นละออง" พบว่าการลดใช้เชื้อเพลิงจากโรงงาน การเผาในที่โล่งแจ้ง ทำให้ฝุ่น PM2.5 ลดลง แต่ก็ยังต้องเฝ้าระวังกันต่อไป แนวทางการป้องกันฝุ่น PM2.5 สวมหน้ากากป้องกันฝุ่น โดยหน้ากากที่สามารถป้องกันฝุ่น PM2.5 ได้ดีและมีประสิทธิภาพคือ หน้ากาก N95 ซึ่งมีราคาสูงกว่าหน้ากากอนามัย และบางคนอาจสวมแล้วอาจให้ความรู้สึกอึดอัด เพราะหายใจได้ลำบากกว่าปกติ หากไม่ใช้หน้ากาก N95 อาจใช้หน้ากากอนามัยที่มีฟิลเตอร์ 3 ชั้น ซึ่งมักมีเขียนระบุบนผลิตภัณฑ์ว่าสามารถป้องกัน PM2.5 ได้ หรือถ้าหากหาไม่ได้จริงๆ อาจใช้หน้ากากอนามัยธรรมดาแต่สวมทับ 2 ชั้น หรือซ้อนผ้าเช็ดหน้าหรือทิชชูไว้ด้านในก็ได้ พยายามหลีกเลี่ยงกิจกรรมกลางแจ้งทุกชนิดเมื่อคุณภาพอากาศอยู่ในระดับที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ หากจำเป็นต้องใส่หน้ากากป้องกันฝุ่นละอองเมื่ออยู่ข้างนอกอาคาร ใช้เครื่องฟอกอากาศ เนื่องจากภายในอาคารอาจไม่ปลอดภัยจาก PM2.5 เสมอไป โดยเฉพาะอาคารที่มีการเปิดปิดประตูบ่อยครั้งจากการที่มีผู้คนเข้าออกจำนวนมาก ดังนั้นเครื่องฟอกอากาศจึงเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อให้หายใจในอาคารอย่างสบายใจ ขอบคุณข้อมูลจาก : https://www.daikin.co.th/service-knowledge/pm-2-5/
ดื่มกาแฟอย่างไรให้มีประโยชน์ ไม่ทำร้ายสุขภาพ
คอกาแฟอาจจะงงๆ อยู่บ้างเมื่ออ่านบทความที่กล่าวว่ากาแฟทำให้เสียสุขภาพ ผู้ป่วยโรคนั้นโรคนี้ห้ามดื่มกาแฟ แต่อีกบทความหนึ่งก็บอกว่า กาแฟมีประโยชน์ ตกลงแล้วกาแฟที่เราดื่มกันอยู่ทุกวันนี้ดีต่อร่างกายหรือไม่ หรือต้องดื่มอย่างไรถึงจะดีต่อร่างกาย ผู้ใหญ่อายุ 20-50 ปี ที่มีร่างกายปกติดี ไม่มีโรคประจำตัวใดๆ ที่เป็นอันตรายมากนัก สามารถดื่มกาแฟได้มากถึง 4 แก้วใน 1 วันโดยที่ไม่เป็นอันตรายใดๆ ต่อร่างกาย (แก้วละไม่เกิน 240 มิลลิลิตร) Robin Poole นักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัย University of Southampton ในประเทศอังกฤษ ทำการวิจัยพบว่า คนที่ดื่มกาแฟจะมีอัตราการเสียชีวิตตั้งแต่อายุยังน้อยเพียง 17% เสียชีวิตด้วยโรคหัวใจ 19% และพบว่ามีก้อนเนื้อร้าย หรือมะเร็ง 18% ซึ่งเป็นอัตราส่วนที่ต่ำกว่าผู้ที่ไม่ดื่มกาแฟ อีกงานวิจัยหนึ่งพบว่า คนที่ชอบดื่มกาแฟ พบว่ามีอัตราการเป็นโรคหัวใจ เสียชีวิตตั้งแต่อายุยังน้อยด้วยโรคต่างๆ เช่น โรคตับแข็ง เบาหวานประเภท 2 รวมถึงโรคที่เกี่ยวกับระบบประสาท และสมองอย่าง โรคพาร์กินสัน และอัลไซเมอร์ ต่ำกว่าคนที่ไม่ได้ดื่มกาแฟ โดยจำนวนกาแฟที่ให้ประโยชน์ต่อร่างกายมากที่สุด คือราวๆ 3 แก้วต่อวัน ส่วนผสมในกาแฟที่ให้คุณประโยชน์ต่อร่างกาย ได้แก่ สารต้านอนุมูลอิสระ ที่ช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็ง ลดการอักเสบ ลดความเสี่ยงในการเป็นโรคเรื้อรังชนิดต่างๆ เช่น โรคหัวใจ โรคที่เกี่ยวกับประสาท และสมอง เช่น โรคอัลไซเมอร์ หรือโรคสมองเสื่อม และโรคที่เกี่ยวกับตับ เช่น โรคตับแข็ง หรือมะเร็งตับ เป็นต้น อย่างไรก็ตาม ไม่ได้หมายความว่าเราทุกคนควรดื่มกาแฟวันละ 3 แก้ว เพราะคาเฟอีนในกาแฟให้ปฏิกิริยากับร่างกายของเราทุกคนไม่เท่ากัน สังเกตได้ว่าบางคนแพ้คาเฟอีนในกาแฟ แม้จะดื่มไปไม่มาก แต่ก็เกิดอาการใจสั่น มือสั่น หน้ามืด คลื่นไส้ อาเจียน นอนไม่หลับได้ ในขณะที่บางคนดื่มกาแฟวันละ 4 แก้วยังไม่รู้สึกอะไร ดังนั้นการจะทราบว่าร่างกายของเราทนต่อฤทธิ์ของคาเฟอีนได้มากน้อยแค่ไหน อาจจะต้องลองสังเกตร่างกายของตัวเองหลังดื่มกาแฟเอาเอง และดื่มในปริมาณที่พอเหมาะกับร่างกายของตัวเองเช่นกัน สุขภาพร่างกายของแต่ละคนก็มีความแข็งแรงไม่เท่ากัน คนที่มีโรคประจำตัวเป็นความดันโลหิตสูง เป็นโรคที่เกี่ยวข้องกับไต ไม่ควรดื่มกาแฟมากนัก รวมไปถึงผู้หญิงที่มีความเสี่ยงต่อกระดูกหัก กระดูกเปราะบาง และหญิงมีครรภ์ ก็ไม่ควรดื่มกาแฟมาก เพราะมีความเสี่ยงที่จะแท้งบุตร คลอดก่อนกำหนด หรือคลอดบุตรที่มีน้ำหนักต่ำกว่าปกติได้ นอกจากนี้ คำแนะนำของแพทย์ต่อผู้ที่รักการดื่มกาแฟ คือ หลีกเลี่ยงการดื่มกาแฟที่มีส่วนผสมของน้ำตาล ครีมเทียม และอาจเลือกเป็นนมพร่องมันเนยได้ ในกรณีที่ต้องการประโยชน์จากกาแฟอย่างแท้จริง เพราะส่วนผสมอื่นๆ นอกจากกาแฟ อาจเพิ่มน้ำหนัก เพิ่มความเสี่ยงในการเป็นโรคอ้วน หลอดเลือดหัวใจตีบ และอื่นๆ ได้ ขอขอบคุณ ข้อมูล :TIME ภาพ :iStock ขอบคุณ : https://www.sanook.com/health/10485/
6 วิธีพับกระทงใบตอง ง่ายนิดเดียว
วันลอยกระทงปีนี้ เพื่อนๆ มีไอเดียการทำกระทงหรือยังคะ? ทีนเอ็มไทยอยากเห็นวัยรุ่นหันมาทำกระทงจากวัสดุธรรมชาติ อย่าง “ใบตอง” กันมากขึ้น จะได้เป็นการอนุรักษ์วัฒนธรรมไทยอีกด้วย ได้ยินแบบนี้แล้วอย่าเพิ่งถอดใจหรือเบื่อหน่ายนะคะ เพราะเรามี 6 วิธีพับกระทงใบตอง ง่ายนิดเดียว มาฝากเพื่อนๆ กัน รับรองว่าทำเสร็จแล้ว จะอยากถ่ายภาพอวดลงไอจีกันแน่นอน ถ้าพร้อมแล้วเราไปดูวิธีการทำกันเลย วิธีที่ 1 พับใบตอง กลีบผกา วิธีทำ 1. ตัดใบตองขนาดความกว้าง 1.5 นิ้ว ยาว 6 นิ้ว โดยประมาณ 2. พับตามรูป จำนวน 3 กลีบ จากนั้นนำมาวางซ้อนให้ลดหลั่นกันไปตามภาพ ซึ่งจะนับเป็น 1 ตับ 3. นำไปติดโดยรอบที่ขอบของฐานกระทง ซึ่งเป็นต้นกล้วยตัดเป็นแว่น ความหนา 1.5 – 2 นิ้ว โดยประมาณ ทั้งนี้ปริมาณของกลีบกระทงที่ใช้จะมากหรือน้อยนั้นขึ้นอยู่กับขนาดของตัว ฐาน 4. จากนั้นประดับด้วยดอกไม้ตามความชอบ และปักธูปเทียนลงไป เป็นอันเสร็จ วิธีที่ 2 พับใบตอง กลีบกุหลาบ วิธีทำ 1. ตัดใบตองขนาดความกว้าง 1.5 นิ้ว ยาว 6 นิ้ว โดยประมาณ 2. พับเป็นกลีบกุหลาบตามรูป จำนวน 3 กลีบ จากนั้นนำมาสวมเรียงกันให้มีระยะห่างพองามตามความชอบ ควรจัดให้ยอดของกลีบ และลอนของกลีบตรงเสมอเป็นแนวเดียว ซึ่งจะทำให้ผลงานออกมาดูสวยงามเป็นระเบียบเรียบร้อย 3. ใช้ด้ายสีเขียวใกล้เคียงกับใบตอง หรือสีดำมาเย็บติดกันด้วยด้นถอยหลังให้เป็นแนวตรงเสมอกันโดยตลอด 4. พับกลีบใบตองแล้วเย็บต่อเนื่องไปเรื่อยๆ จนกระทั่งสามารถหุ้มขอบของฐานกระทงได้โดยรอบ ตรึงกลับใบตองกับฐานของกระทงด้วยหมุด แล้วขลิบส่วนที่เลยพ้นฐานลงมาให้เรียบร้อยเสมอกับฐาน เมื่อทำเสร็จแล้วจะมีลักษณะคล้ายกับมงกุฏสวมศีรษะ 5. จากนั้นประดับด้วยดอกไม้ตามความชอบ และปักธูปเทียนลงไป เป็นอันเสร็จ วิธีที่ 3 พับใบตอง หัวขวาน วิธีทำ 1. ตัดใบตองขนาดความกว้าง 1.5 นิ้ว ยาว 6 นิ้ว โดยประมาณ 2. พับตามรูป จำนวน 3 กลีบ จากนั้นนำมาสวมเีัรียงกันให้มีระยะห่างพองามตามความชอบ เพื่อให้ผลงานออกมาดูสวยงามเป็นระเบียบเรียบร้อย ควรพับแต่ละกลีบให้ได้ขนาดเท่ากันทุกจุด 3. ใช้ด้ายสีเขียวใกล้เคียงกับใบตอง หรือสีดำมาเย็บติดกันด้วยด้นถอยหลังให้เป็นแนวตรงเสมอกันโดยตลอด 4. พับกลีบใบตองแล้วเย็บต่อเนื่องไปเรื่อยๆ จนกระทั่งสามารถหุ้มขอบของฐานกระทงได้โดยรอบ ตรึงกลับใบตองกับฐานของกระทงด้วยหมุด แล้วขลิบส่วนที่เลยพ้นฐานลงมาให้เรียบร้อยเสมอกับฐาน เมื่อทำเสร็จแล้วจะมีลักษณะคล้ายอ่างน้ำ 5. จากนั้นประดับด้วยดอกไม้ตามความชอบ และปักธูปเทียนลงไป เป็นอันเสร็จ วิธีที่ 4 พับใบตอง กลีบหัวนก..ลายเปีย ขั้นตอนการพับกลีบหัวนกลายเปีย ๑. ฉีกใบตองกว้าง ๑ ๑/๒ นิ้ว ๒. แบ่งครึ่งใตองให้เท่ากัน ๓. พับใบตองริมขวา ให้ชิดเส้นกึ่งกลางใบ ๔. พับทบทั้งสองข้างเข้าหากัน ๕. คว่ำกลีบให้สันตองอยู่ด้านบน พับใบตองลงมาให้เป็นมุมฉาก ๖. พับด้านซ้ายหลังมาทบตรงเส้นตั้งฉาก ๗. พับอีกด้านเหมือนกัน ๘. พับตลบสันทบกลับมาทางขวา ให้เป็นแนวโค้งทะแยง ๙. นำกลีบต่อมาสวมด้านหน้า ให้เส้นโค้งทะแยงขนานกัน ๑๐. เย็บต่อกันจนได้ความยาวตามต้องการ วิธีที่ 5 พับใบตอง กลีบการเวก ขั้นตอนการพับกลีบการเวก ๑. พับทบใบตองเข้าหากัน ๒. พับสันทบขวาไขว้มาทางซ้าย ๓. พลิกกลับด้านหลัง พับสันทบซ้ายไขว้ไปทางขวา ๔. พับริมสันทบขวาไขว้ไปทางด้านซ้าย ๕. พลิกกลับ พับริมสันทบซ้ายไขว้ไปทางด้านขวา ๖. นำกลีบมาสวม เย็บต่อกัน ความยาวตามต้องการ วิธีที่ 6 การถักตัวตะขาบ ขั้นตอนการถักตัวตะขาบ ๑. ฉีกใบตองกว้าง ๑/๒ เซ็น้ติเมตร แล้วม้วนโดยเส้นทางขวามือซ้อนทับบนเส้นทางซ้ายมือ ๒. จับเส้นทางขวามือสอดเข้าในห่วง ๓. ดึงเส้นด้านซ้ายให้แน่น ๔. สอดเส้นด้านซ้ายเข้าในห่วง ดึงเส้นด้านขวาให้แน่น ๕. สอดสลับไปมา จนเส้นใบตองสั้นสุดใบตอง ๖. ต่อตัวตะขาบ ให้สอดใบตองด้านหน้าตัวตะขาบ อ้อมสอดเก็บปลายทางด้านหลัง แล้วก็ทำเช่นเดียวกัน ๗. ถักจนได้ความยาวตามต้องการ หลังจากที่เพื่อนๆ พับใบตองแบบที่ชอบเรียบร้องแล้ว ก็ถึงส่วนของตัวกระทง ให้ใช้หยวกกล้วย หรือวัตถุที่ย่อยสลายได้ตัดให้เป็นวงโดยสูงประมาณ1-2.5 นิ้ว ส่วนขนาดแล้วแต่ความพอใจ แล้วนำเอาใบตองที่เราพับเป็นรูปทรงต่างๆ มาติดรอบๆ ขอบกระทงกันเลย นอกจากนี้ก่อนที่เราจะนำกระทงไปลอยเพื่อขอขมาพระแม่คงคานั้น เพื่อนๆ อาจนำทริคความเชื่ออย่างการตัดเล็บ และผมใส่ลงไปด้วย เพื่อเป็นการขจัดสิ่งร้ายๆ ให้ออกไปจากตัวเรา หรือจะใส่เหรียญลงไปด้วย เพื่อนำมาซึ่งความมั่งคั่งตามความเชื่อก็ได้นะคะ สุขสันต์วันลอยกระทงค่ะ cr. การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย, baanmaha ขอบคุณข้อมูลจาก : https://teen.mthai.com/variety/82154.html
10 วิธีคืนความสมดุลให้กับร่างกายรับหน้าฝน
[gallery columns="1" size="full" ids="43200"] 10 วิธีคืนความสมดุลให้กับร่างกายรับหน้าฝน (ไทยโพสต์) ความสมดุลในร่างกาย คือ การที่ระบบอวัยวะต่าง ๆ ภายในร่างกายทำงานอย่างสัมพันธ์กัน โดยความสมดุลของร่างกายอยู่ที่ประมาณ 37 องศา ซึ่งเป็นอุณหภูมิที่ร่างกายทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด ไม่ว่าอุณหภูมิภายนอกจะมีการเปลี่ยนแปลงเป็นร้อน เย็น หรือชื้น ร่างกายก็จะปรับอุณหภูมิภายในให้อยู่สภาวะคงที่ 37 องศา แต่อากาศที่เปลี่ยนแปลงบ่อยในช่วงหน้าฝน บางครั้งก็ร้อนอบอ้าว บางครั้งก็ร้อนชื้น ปริมาณความชื้นในอากาศที่เพิ่มขึ้น ทำให้ร่างกายปรับตัวไม่ทันและเกิดความไม่สมดุล จึงแสดงอาการต่าง ๆ ออกมา เช่น เจ็บคอ เป็นหวัด น้ำมูกไหลตลอดเวลา ผื่นแพ้ผิวหนัง ฯลฯ แต่ในทางกลับกันอุณหภูมิ และสภาพอากาศเช่นนี้เป็นที่ชื่นชอบเหมาะในการเจริญเติบโตและแพร่กระจายของเชื้อไวรัสได้เป็นอย่างดี คนที่มีปัญหาเรื่องภูมิแพ้อากาศจึงมีโอกาสเป็นได้บ่อยและมากกว่าปกติ ดังนั้นเราจึงควรหาวิธีดูแลและเตรียมตัวรับมือกับอากาศที่แปรปรวนในช่วงหน้าฝน เพื่อคืนความสมดุลให้กับร่างกายเสียแต่เนิ่น ๆ [gallery columns="1" size="full" ids="43201"] นายแพทย์ พลวิช กล้าหาญ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านการปรับสมดุลสุขภาพและความงาม จาก ALIVE Wellness Solutions แนะวิธีคืนความสมดุลให้กับร่างกายในช่วงหน้าฝนว่า ช่วงนี้อากาศค่อนข้างแปรปรวน ไม่โปร่งโล่งสบาย เชื้อไวรัสจึงเติบโตได้ดี และมีอายุในการเจริญเติบโตได้นานกว่าช่วงอื่น ๆ ทำให้โรคที่พบส่วนใหญ่เป็นโรคเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจ เช่น ไข้หวัด ไซนัส ภูมิแพ้ผิวหนัง ภูมิแพ้อากาศ เป็นต้น เมื่อไม่สามารถควบคุมสภาวะอากาศให้บริสุทธิ์สดชื่นและสมดุลได้ เราจึงควรสร้างสมดุลให้กับตัวเองเพื่อสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง ด้วย 10 วิธีง่าย ๆ ช่วยรับมือกับอากาศแปรปรวนในหน้าฝน 1. ดื่มน้ำสะอาดอย่างน้อย 1.5 ลิตร เพื่อให้สมดุลของอุณหภูมิในร่างกายคงที่ จะช่วยทำให้โอกาสการติดเชื้อลดลง 2. นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพออย่างน้อย 6-8 ชั่วโมง ถ้านอนหลับยาก ลองรับประทานกล้วยหอมก่อนนอน ซึ่งกล้วยหอมจะมีสารทริปโตเฟน ช่วยให้ร่างกายผ่อนคลายและหลับได้ง่ายขึ้น 3. หน้าฝนมักจะไม่ค่อยเสียเหงื่อ เพราะอากาศชื้น ควรออกกำลังกายเพื่อให้ร่างกายได้ขับของเสีย อีกทั้งยังเป็นการเพิ่มภูมิต้านทานให้กับร่างกายวิธีหนึ่งด้วย 4. อาหารที่ควรรับประทานอาหาร ได้แก่ ขิง ข่า ตะไคร้ ใบกะเพรา กระชาย เป็นต้น เพราะเป็นอาหารที่มีความเผ็ดร้อน เป็นการเพิ่มอุณหภูมิให้แก่ร่างกาย 5. อาหารที่ควรหลีกเลี่ยงรับประทาน คือ อาหารที่มีฤทธิ์เย็น รสขม เพราะจะทำให้อุณหภูมิในร่างกายลดต่ำลงมากกว่าเดิม ส่งผลให้ระบบการย่อยทำงานหนัก ย่อยยาก 6. ไม่ควรอยู่ในที่อึดอัด เพราะจะทำให้ติดเชื้อได้ง่าย ควรอยู่ที่อากาศแห้งและถ่ายเทสะดวก เปิดประตูหน้าต่างเพื่อระบายอากาศ และทำตัวเป็นมนุษย์สะอาด ล้างมือทุกครั้งหลังทำกิจกรรมเพื่อไม่ให้เป็นแหล่งสะสมของเชื้อโรค 7. หน้าฝนอากาศไม่ปลอดโปร่ง ทำให้คนมีจิตใจหดหู่ ควรหาเวลาไปพักผ่อนเพื่อเพิ่มออกซิเจนบริสุทธิ์ให้กับร่างกาย 8. อากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย ทำให้ร่างกายเสียสมดุลได้ง่าย เสริมภูมิคุ้มกันให้กับร่างกายด้วยการรับประทานวิตามินซีเสริมวันละ 500-1,000 มิลลิกรัม 9. ควรใส่เสื้อผ้าสีสดใส เพื่อเติมพลังงานให้กับจิตใจ ใครจะคิดบ้างว่าแค่การปรับเปลี่ยนสีเสื้อผ้าก็ทำให้อารมณ์คุณเปลี่ยนแล้ว 10. นอกจากเตรียมความพร้อมของร่างกายแล้ว ควรเตรียมความพร้อมด้านจิตใจ ทำจิตใจให้สงบนิ่ง ด้วยการนั่งสมาธิ เพื่อรับมือกับทุกสภาวะ ขอบคุณข้อมูลจาก : https://health.kapook.com/view44826.html
สูตรอาหารคลีนกว่า 10 เมนู ลดน้ำหนักได้ง่ายๆ ไม่ต้องอดอาหาร
ทุกวันนี้เทรนด์สุขภาพอย่างการรับประทานอาหารแบบคลีน ๆ เพื่อลดน้ำหนักกำลังมาแรงมาก ๆ เรียกได้ว่าไม่ว่าจะหันไปทางไหนก็มีแต่สาว ๆ นิยมหันมากินคลีนกันมากขึ้น ซึ่งการกินคลีนนั้นอย่างที่หลาย ๆ คนรู้ว่าต้องเป็นอาหารที่สด สะอาด และไม่ผ่านกระบวนการหมักดองหรือปรุงแต่งรสใด ๆ มากนัก ซึ่งกินแล้วจะช่วยให้สุขภาพดีขึ้น แถมยังพ่วงมาด้วยประโยชน์ทำให้น้ำหนักลดลงได้อีกด้วย ดังนั้นจึงไม่แปลกเลยที่คุณสาว ๆ สมัยใหม่จะหันมาเน้นกินคลีนกันซะเป็นส่วนใหญ่ แต่ทั้งนี้อาหารคลีนนั้นก็ยังคงหากินยาก กว่าจะได้กินก็ต้องลำบากตามหาซื้อกันให้ควั่ก แต่วันนี้คุณสาว ๆ ที่รักสุขภาพทั้งหลายคงไม่ต้องลำบากกันต่อไปแล้วล่ะค่ะ เพราะกระปุกดอทคอมได้รวบรวมเมนูอาหารคลีน ๆ ที่ทำด้วยตัวเองง่าย ๆ มาฝากกันแล้วจ้า 1.สเต๊กปลาดอลลี่ ปลาดอลลี่หมักเกลือ Low Sodium นำไปย่างบนกระทะเทฟลอน พอสุก โรยพริกไทยกับออริกาโน่ (ไม่มีไม่ต้องใส่จ้า) พอดีที่บ้านมีเลยใส่เพราะมันหอมดีกินกับข้าวกล้อง 1-2 ทัพพี และผักต้ม 2.ข้าว (ไม่มัน) ไก่ - หุงข้าวกล้องกับน้ำซุปผัก (อันนี้ใส่เห็ดนางฟ้าด้วย พอดีเห็ดออกเยอะ) อกไก่ลอกหนังและไขมันออกให้หมด นำไปต้มหรือนึ่ง - น้ำจิ้ม เต้าเจี้ยว (ล้างน้ำออกเอาแต่เม็ด) ขิงแก่ พริกขึ้หนู มะนาว น้ำหวานดอกมะพร้าว ซีอิ๊วดำ และน้ำเปล่า โขลกรวมกัน ชิมรสตามชอบ - น้ำซุปผัก ต้มน้ำเปล่ากับรากผักชีทุบ หัวไชเท้า ปรุงรสด้วยน้ำปลา เกลือ ซีอิ๊ว Low Sodium 3.ราดหน้าไก่ผักรวม ใช้เส้นหมี่ข้าวกล้อง นำไปลวกพักไว้ ผัดกระเทียมให้หอม (ใช้น้ำมันมะกอกสเปรย์) ใส่อกไก่ (อกไก่หมักกับซีอิ๊ว Low Sodium และไข่ไก่) ลงไปผัดพอสุก ใส่คะน้า แครอท เห็ดหอมแช่น้ำหั่นลงไป เติมน้ำซุปผัก เต้าเจี้ยว (ล้างน้ำออกเอาแต่เม็ด) ปรุงรสด้วยน้ำปลา เกลือ ซีอิ๊ว Low Sodium เป็นอันเสร็จค่ะ 4.แกงส้มมะละกอกุ้ง โขลกพริกแกงส้มกับเนื้อปลาต้มสุก ละลายในน้ำเดือด ใส่มะละกอ ปรุงรสด้วยเกลือ Low Sodium น้ำมะขามเปียก และน้ำหวานดอกมะพร้าวนิดหน่อย ชิมให้ได้รสที่ชอบแล้วค่อยใส่กุ้งลงไป เสร็จแล้วค่ะ 5.กระเพรากุ้ง ผัดกระเทียมกับพริกขี้หนู (ใช้น้ำมันมะกอกสเปรย์) ใส่กุ้ง ปรุงรสด้วยน้ำปลา ซีอิ๊ว Low Sodium พอกุ้งสุกใส่กะเพรา 6.ผัดเปรี้ยวหวานกุ้ง ผัดน้ำพริกเผา (ตำเอง ไม่ผัด) (ใช้น้ำมันมะกอกสเปรย์) ให้หอม ใส่กุ้ง ปรุงรสด้วยน้ำปลา ซีอิ๊ว Low Sodium น้ำหวานดอกมะพร้าว ใส่พริกหวานและต้นหอม ปิดไฟรอให้เย็นแล้วค่อยบีบมะนาวลงไป 7.อาหารญี่ปุ่น ใช้ข้าวกล้องแทนข้าวญี่ปุ่น ปูอัดแบบไม่มีแป้งผสม สาหร่ายแผ่น ม้วน ๆ ตามแบบเลยจ้า 8.ผัดพริกแกงเขียวหวานไก่ ผัดน้ำพริกแกงเขียวหวาน (ใช้น้ำมันมะกอกสเปรย์) ใส่อกไก่ ปรุงรสด้วยน้ำปลา Low Sodium น้ำหวานดอกมะพร้าว ชิมรสตามชอบ ใส่มะเขือเปราะ พริกชี้ฟ้า ผัดพอสุก 9.น้ำพริกกะปิปลาทูย่าง ตำน้ำพริกกะปิสูตรตัวเองเลยค่ะ แค่เปลี่ยนเครื่องปรุงเป็นแบบ Low Sodium ทั้งหมด และใช้น้ำหวานดอกมะพร้าวแทนน้ำตาล (ใส่แต่น้อย) ปลาทูก็ย่างแทนทอด 10.ขนมจีนน้ำยาปู ใช้เส้นขนมจีนข้าวกล้องแบบกึ่งสำเร็จ มีขายในห้างสรรพสินค้าชั้นนำ ตัวน้ำยาใช้พริกแกงเผ็ดโขลกกับเนื้อปู แล้วผัดน้ำมันมะกอกสเปรย์ เติมนมสด Low fat พอเดือด ปรุงรสด้วย น้ำปลา เกลือ Low Sodium น้ำหวานนิดหน่อย (แต่เราไม่ใส่) ใส่เนื้อปูลงไปอีดนิด ต้นอ่อนทานตะวันปลูกเอง เสร็จแล้วจ้า ไม่น่าเชื่อเลยนะคะว่าแค่เปลี่ยนอาหารการกินก็สามารถทำให้เราผอมลงได้แบบง่าย ๆ แล้ว สงสัยคุณสาว ๆ ที่ตั้งใจจะลดน้ำหนักคงต้องลองเอาสูตรทั้งหมดนี้ไปลองทำและรับประทานกันดูซะแล้วล่ะคะ เอ้า ! จะช้าอยู่ทำไมละจ๊ะ อยากผอมเร็ว ๆ ก็รีบไปกินคลีนกันเลย ขอขอบคุณข้อมูลและภาพประกอบจาก https://health.kapook.com/view114093.html
การวิ่งดีมีประโยชน์ วิ่งอย่างไรไม่ทำร้ายสุขภาพ
การวิ่งดีมีประโยชน์ วิ่งอย่างไรไม่ทำร้ายสุขภาพ [gallery columns="1" size="full" ids="40677"] การเดิน และการวิ่งเป็นกิจกกรรมการออกกำลังกายที่ทำได้ง่าย ประหยัด ไม่ต้องใช้อุปกรณ์ อาศัยเพียงแค่สถานที่วิ่งที่เหมาะสม มีอากาศถ่ายเทสะดวก แถมยังเป็นกิจกรรมการออกกำลังกายที่ดีต่อระบบต่างๆ ทั้งภายใน และภายนอกร่างกาย ประโยชน์ที่ได้จากการเดิน และการวิ่ง การเดิน และการวิ่งเป็นประจำ ส่งผลดีต่อร่างกายทุกระบบ ทั้งร่างกาย และจิตใจ นพ.ภัทรภณ อติเมธิน ผู้เชี่ยวชาญด้านการวิ่ง และอาการบาดเจ็บจากการวิ่ง กล่าวว่า การวิ่งนั้นดีต่อร่างกายในหลายๆ ด้าน ด้านสุขภาพพื้นฐานทั่วไป ช่วยรักษาระดับความดันเลือดให้เป็นปรกติ การทำงานของหัวใจ ปอด การหายใจดีขึ้น เพิ่มความฟิต และสมบูรณ์ให้กับร่างกาย ช่วยเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ ทำให้ส่วนต่างๆ ของร่างกายทำงานได้ดีขึ้น ช่วยเบาเทาและลดความเสี่ยงในการเกิดโรคประจำตัวต่างๆ เช่นหัวใจ โรคความดันเลือด โรคเบาหวาน ช่วยลดระดับไขมันในเลือด และช่วยในการลดน้ำหนัก และควบคุมน้ำหนักได้ ด้านสุขภาพจิต และอารมณ์ ก็มีรายงานว่าการวิ่งช่วยให้อารมณ์ และสุขภาพจิตดีขึ้น ช่วยทำให้ระดับความเครียดลดลง กิจกรรมการเดินและวิ่ง เหมาะกับใครบ้าง คนทุกเพศ ทุกวัย สามารถใช้การเดิน และการวิ่งเป็นกิจกรรมสร้างเสริมการออกกำลังกายได้ เพียงแต่ต้องกำหนดเวลา และระยะทางการวิ่งให้เหมาะสมตามสภาพร่างกาย เช่น กลุ่มช่วงวัยเด็ก ควรวิ่งในระยะทางที่ไม่ไกลมากนัก ในขณะที่กลุ่มผู้สูงอายุ หรือกลุ่มคนที่มีโรคประจำตัว ควรได้รับคำแนะนำจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เพื่อกำหนด ระยะเวลา และรูปแบบการวิ่งให้พอเหมาะกับความสมบูรณ์ของร่างกาย การกำหนดเป้าหมายในการวิ่ง ช่วยให้การวิ่งปลอดภัยขึ้น นพ.ภัทรภณ ยังให้คำแนะนำต่อว่า การวิ่งนั้นไม่ว่าคนในกลุ่มใดก็มีความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุ อาการบาดเจ็บ และ อาการหัวใจหยุดเต้นได้ อันเนื่องมาจากการวิ่งที่หนักเกินกำลังร่างกาย ขาดการฝึกฝนฝึกซ้อมที่สม่ำเสมอ และกลุ่มที่ไม่ทราบว่าตนเองป่วย หรือมีโรคประจำตัว ดังนั้นการกำหนดเป้าหมายในการวิ่งให้ชัดเจน จึงมีส่วนช่วยในการกำหนดการฝึกซ้อม และการเตรียมสภาพร่างกาย กลุ่มคนที่วิ่งเพื่อสุขภาพ วิ่งไม่หนักมากนัก สามารถสังเกตอาการเจ็บป่วยได้ด้วยตนเอง และควรเริ่มวิ่งอย่างค่อยเป็นค่อยไป ค่อยๆ เพิ่มระยะทาง ระยะเวลาตามความพร้อม และความสบูรณ์แข็งแรงของร่างกาย กลุ่มคนที่ต้องการวิ่งเพื่อการแข่งขันหรือวิ่งในระดับอาชีพ ที่ต้องการพัฒนาการวิ่งของตนเองให้มีระดับสูงขึ้น วิ่งได้เร็วขึ้น นอกจากการฝึกซ้อมอย่างค่อยเป็นค่อยไป และสม่ำเสมอแล้ว ควรได้รับการตรวจเช็คสภาพร่างกายก่อน เพื่อดูว่าตนเองมีความเสี่ยงในการเกิดโรค หรือโรคประจำตัวอะไรหรือไม่ กลุ่มคนที่ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ คือกลุ่มคนที่มีโรคประจำตัว โรคความดันเลือด โรคหัวใจ ผู้สูงอายุ ผู้ที่มีน้ำหนักตัวมาก หรือคนที่เป็นโรคเกี่ยวกับกระดูก และข้อต่อ ควรได้รับคำแนะนำจากแพทย์ เพื่อกำหนดรูปแบบและระยะเวลาที่เหมาะสม วิ่งอย่างไรไม่บาดเจ็บ และไม่ทำร้ายสุขภาพ อาการบาดเจ็บจากการวิ่ง โดยมากมักขึ้นบริเวณหัวเขา รองลงมาคือส่วนของข้อเท้า ซึ่งอาการบาดเจ็บเหล่านี้สามารถเกิดได้กับนักวิ่งทุกคน โดยมีสาเหตุหลักมาจากการเพิ่มระยะ และเพิ่มความเร็วในการวิ่ง เร็วเกินไป ในขณะที่สภาพร่างกายยังไม่พร้อม การฝึกซ้อมให้สม่ำเสมอ และทำอย่างค่อยเป็นค่อยไป สามารถช่วยลดความเสี่ยงในการบาดเจ็บได้ ระยะทางและเวลาในการฝึกวิ่งที่เหมาะสม การฝึกซ้อมการวิ่งอย่างค่อยเป็นค่อยไป และสม่ำเสมอ สามารถช่วยพัฒนาการวิ่งได้ ซึ่งระยะทาง และระยะเวลาในการฝึกซ้อมนั้น จะขึ้นอยู่กับสภาพความพร้อม และความแข็งแรงของร่างกายเป็นหลัก แตกต่างไปตามแต่ละบุคคล ระยะเวลาการฝึกซ้อมวิ่งที่แนะนำ โดยทั่วไปจะอยู่ที่ประมาณ 150 นาทีต่อสัปดาห์ อาจเป็นเป็นการเดิน หรือ วิ่ง วันละ 40-50 นาที 3-4 วันต่อสัปดาห์ หรือ หากวิ่งแล้วมีอาการเหนื่อยมาก พักแล้วไม่หาย ให้ลดเวลาวิ่งลงเหลือ 75 นาทีต่อสัปดาห์ หรือประมาณ 30 นาที 3 วันต่อสัปดาห์ก็ได้ วิธีการสังเกตตัวเอง เพื่อหลีกเลี่ยงอาการบาดเจ็บจากการวิ่ง การสังเกตตนเองสามารถทำได้ในขณะวิ่ง หากมีอาการเจ็บ หรือปวด หน้ามืด วิงเวียนขณะวิ่ง ให้เบาความเร็วในการวิ่งลง หรือ หยุดเพื่อสังเกตการ ไม่ควรฝื่นวิ่งต่อ อีกกรณีหากวิ่งแล้วมีอาการเจ็บ หรือปวดเรื้อรังเป็นเวลานาน เกิน 3 - 4 วัน ให้ลองหยุดพัก และสังเกตอาการ และบรรเทาอาหารเบื้องต้นด้วยการประคบเย็น และยกขาให้สูง หรือหากทำแล้วไม่ดีขึ้น หรือไม่มั่นใจในอาการบาดเจ็บตนเอง ให้ปรึกษาแพทย์รับการวินิจฉัย และเข้ารับการรักษาต่อไป นอกจากนี้ควรหมั่นฝึกซ้อม และ ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ โดยทำอย่างค่อยเป็นค่อยไป ไม่เพิ่มความเร็ว และระยะในการวิ่ง เร็วเกินไป เพิ่มการฝึกเวทเทรนนิ่ง หรือ บอดี้เวท ที่สามารถทำได้ง่ายๆที่บ้าน เพื่อช่วยเสริมความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ ก็จะสามารถช่วยลดอาการบาดเจ็บจากการวิ่งได้อีกทาง ฝากหน่อย มือใหม่นักวิ่ง นพ.ภัทรภณ กล่าวทิ้งท้ายสำหรับนักวิ่งมือใหม่ว่า การวิ่งเป็นกิจกรรมที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย แต่ก็ควรทำอย่างใจเย็น ไม่ต้องเร่ง หรือวิ่งให้เร็วตามใคร ควรกำหนดการวิ่งให้เหมาะสมกับสภาพร่างกายของตนเอง กำหนดเป้าหมายให้จัดเจนว่า จะวิ่งเพื่อสุขภาพ หรือ วิ่งเพื่อการแข่งขัน แล้วกำหนดแผนการให้เหมาะสม หมั่นฝึกซ้อม และทำต่อเนื่องอย่างสม่ำเสมอ แบบค่อยเป็นค่อยไป ก็จะช่วยให้การวิ่งมีการพัฒนา สามารถวิ่งได้ตามเป้าหมาย โดยไม่มีอาการบาดเจ็บมารบกวน [gallery columns="1" size="large" ids="40678"] ขอบคุณข้อมูลจาก : https://www.thaihealth.or.th/Content/39497-การวิ่งดีมีประโยชน์%20วิ่งอย่างไรไม่ทำร้ายสุขภาพ.html
เสื้อชูชีพ VS เสื้อพยุงตัว อุปกรณ์เพื่อความปลอดภัยกับความแตกต่างที่ควรรู้ !
เสื้อชูชีพ VS เสื้อพยุงตัว อุปกรณ์เพื่อความปลอดภัยกับความแตกต่างที่ควรรู้ ! เสื้อชูชีพกับเสื้อพยุงตัว อุปกรณ์เซฟตี้ทางน้ำที่มีข้อจำกัดและข้อแนะนำการใช้งานที่ต่างกัน คนชอบเที่ยว-เดินทางทางน้ำบ่อย ๆ ควรรู้ไว้จะได้เลือกใช้ป้องกันภัยได้ถูกต้อง [gallery columns="1" size="full" ids="39334"] อุปกรณ์ช่วยชีวิตยามเดินทางทางน้ำที่หลายคนรู้จักคือเสื้อชูชีพ แต่นอกจากเสื้อชูชีพแล้วยังมีอุปกรณ์เซฟตี้อีกชนิดที่เรียกว่า เสื้อพยุงตัว ความแตกต่างของเสื้อชูชีพ-เสื้อพยุงตัว และวัตถุประสงค์ในการใช้งานก็มีข้อจำกัดที่ต่างกันไป และที่เราเห็นเสื้อสีส้ม ๆ สีเด่น ๆ ที่ติดอยู่กับเรือโดยสาร ส่วนใหญ่แล้วไม่ใช่เสื้อชูชีพ 100% แต่เป็นเสื้อพยุงตัวซะมากกว่า ดังนั้นเพื่อความกระจ่างชัดในด้านความปลอดภัยสำหรับการเลือกใช้อุปกรณ์ช่วยชีวิตทางน้ำ สำนักโรคไม่ติดต่อ กรมควบคุมโรค ได้ให้ความรู้เกี่ยวกับข้อแตกต่างระหว่างเสื้อชูชีพและเสื้อพยุงตัว ดังนี้ [gallery columns="1" size="full" ids="39335"] [gallery columns="1" size="full" ids="39336"] อย่างไรก็ดี ทางสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.) ได้แนะนำเพิ่มเติมว่า การใส่เสื้อชูชีพจะต้องใส่ให้ถูกต้อง รัดตัวล็อกทุกจุด เพื่อป้องกันไม่ให้เสื้อชูชีพหลุดหายตามน้ำไปได้ ทั้งนี้การใส่เสื้อชูชีพที่ถูกต้องจะสามารถพยุงตัวผู้ประสบเหตุทางน้ำได้ 3-6 ชั่วโมง หรือหากเป็นเสื้อชูชีพคุณภาพดีก็สามารถลอยตัวได้นานเป็นวัน แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือผู้ประสบภัยต้องมีสติ และพยายามช่วยตัวเองให้ลอยตัวในน้ำได้ ที่สำคัญไม่แนะนำให้ว่ายเข้าฝั่งเพราะอาจทำให้หมดแรง แต่ควรลอยตัวอยู่ในน้ำและตะโกนเรียกให้คนช่วย หรือเป่านกหวีดที่ติดมากับเสื้อชูชีพ เป็นการส่งสัญญาณขอความช่วยเหลือ ขอขอบคุณข้อมูลจากสำนักโรคไม่ติดต่อสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.) ขอบคุณข้อมูลจาก : https://health.kapook.com/view196142.html
โรคหลอดเลือดสมอง”...รู้ก่อนเป็น ป้องกันได้
โรคหลอดเลือดสมอง”...รู้ก่อนเป็น ป้องกันได้ [gallery columns="1" size="full" ids="38086"] “โรคหลอดเลือดสมอง”...รู้ก่อนเป็น ป้องกันได้ ความร้ายกาจของโรคที่คร่าชีวิต มักจะมาโดยที่เราไม่ทันตั้งตัว โรคหลอดเลือดสมอง หรือ Stroke เป็นอีกหนึ่งโรคที่ไม่มีการเตือนล่วงหน้า แต่เราสามารถป้องกันได้ด้วยการดูแลสุขภาพร่างกายให้แข็งแรงอยู่เสมอ โรคหลอดเลือดสมอง หรือ Stroke แบ่งออกเป็น 3 ประเภท คือ (1) ภาวะหลอดเลือดสมองตีบตัน (Ischemic Stroke) มีสาเหตุมาจากการเสื่อมสภาพของหลอดเลือดจากการสะสมของคราบไขมัน หินปูน ที่ผนังหลอดเลือดชั้นในจนหนา นูน แข็ง ขาดความยืดหยุ่น ทำให้หลอดเลือดค่อย ๆ ตีบแคบ พบได้ประมาณ 70–85% (2) ภาวะหลอดเลือดสมองแตก หรือภาวะเลือดออกในสมอง (Hemorrhagic Stroke) ทำให้มีเลือดออกมาอยู่ในเนื้อสมอง หรือเยื่อหุ้มสมอง เซลล์สมองได้รับบาดเจ็บและทำให้เนื้อสมองตาย มักพบในผู้ที่มีความดันโลหิตสูง หลอดเลือดเปราะและโป่งพอง พบได้ประมาณ 15–30% (3) ภาวะสมองขาดเลือดชั่วคราว (Transient ischemic attack) คล้ายโรคสมองขาดเลือด แต่มีอาการชั่วคราวไม่เกิน 24 ชั่วโมง เป็นภาวะเร่งด่วนที่ต้องพบแพทย์เพราะเสี่ยงที่จะเกิดอัมพฤกษ์ อัมพาต พบได้ประมาณ 15% อย่างไรก็ตามโรคนี้สามารถป้องกันได้โดยหมั่นสำรวจความผิดปกติของร่างกาย และคอยปรับเปลี่ยนพฤติกรรมที่เป็นปัจจัยเสี่ยงอยู่เสมอ [gallery columns="1" size="full" ids="38087"] อาการของโรคหลอดเลือดสมองในแต่ละคนจะแสดงออกมาแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับตำแหน่งของสมองที่เกิดการผิดปกติ วันนี้ทีมเว็บไซต์ สสส. นำเสนอ 10 สัญญาณเตือน ที่หากคนใกล้ตัวมีอาการดังกล่าวควรรีบนำตัวผู้ป่วยส่งโรงพยาบาลเพื่อตรวจวินิจฉัยในทันที อาการอ่อนแรงของร่างกายครึ่งซีก อาการชาครึ่งซีก สูญเสียการทรงตัว มองไม่เห็นภาพครึ่งหนึ่งของลานสายตา ตามองไม่เห็นข้างเดียวหรือทั้งสองข้าง มองเห็นภาพซ้อนเป็น 2 ภาพ พูดไม่ชัด กลืนลำบาก ปากเบี้ยว ลิ้นแข็ง มีความผิดปกติของการใช้ภาษา พูดคุยไม่ค่อยรู้เรื่องหรือฟังไม่เข้าใจ พูดไม่ออก นึกคำไม่ได้ ใช้ภาษาผิด คำนวณไม่ได้ มีอาการเวียนศีรษะ บ้านหมุน ปวดศีรษะรุนแรงอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ความน่ากลัวของโรคนี้ คือ เป็นโรคที่ไม่มีอาการเตือนล่วงหน้า หากมีอาการที่กล่าวมาข้างต้นให้รีบพาไปโรงพยาบาลเพื่อให้แพทย์วินิจฉัยและให้การรักษา กรณีที่เป็นหลอดเลือดสมองตีบ จะทำการรักษาโดยฉีดยาละลายลิ่มเลือด ซึ่งจะมีผลในการรักษาอย่างมากหากมาพบแพทย์ภายในเวลาไม่เกิน 3 ชม.หลังจากมีอาการ ส่วนกรณีหลอดเลือดสมองแตกจะทำการรักษาด้วยวิธีการผ่าตัด [gallery columns="1" size="full" ids="38089"] โรคหลอดเลือดสมองมีโอกาสเกิดขึ้นซ้ำ หากขาดการป้องกันและปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเพื่อควบคุมปัจจัยเสี่ยงของการเกิดโรค การเปลี่ยนพฤติกรรมของตัวเองเพื่อดูแลสุขภาพร่างกายและป้องกันการเป็นซ้ำจึงควรทำดังนี้ ตรวจวัดความดันโลหิตอย่างสม่ำเสมอ ควบคุมระดับไขมันและน้ำตาลในเลือดให้อยู่ในเกณฑ์เหมาะสม เลิกสูบบุหรี่ ลดการรับประทานอาหารรสเค็ม เลี่ยงอาหารไขมันสูง โดยเฉพาะไขมันอิ่มตัว รับประทานผักและผลไม้ทุกวัน ควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ (อย่างน้อย 2-3 ครั้งต่อสัปดาห์) รับประทานยาป้องกันการเกิดอัมพาตซ้ำตามแพทย์สั่งสม่ำเสมอ สิ่งสำคัญที่ควรตระหนักคือ “จะทำอย่างไรให้คนรอบข้างหรือผู้ที่มีอาการรู้ว่า หากมีอาการหน้าเบี้ยว แขนขาชา หรืออ่อนแรง พูดไม่ชัด นี่คือสัญญาณเตือนของโรคหลอดเลือดสมอง และต้องพาผู้ป่วยไปถึงโรงพยาบาลให้เร็วที่สุด” เพื่อทำให้ผู้ป่วยมีโอกาสรอดชีวิต และสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้ปกติ [gallery columns="1" size="full" ids="38090"] “ถ้าเตรียมตัวดี ย่อมชนะทุกสิ่ง” นพ.บรรลุ ศิริพานิช ประธานมูลนิธิสถาบันวิจัยและพัฒนาผู้สูงอายุไทย และในฐานะผู้สูงอายุแห่งชาติประจำปี 2562 ได้บอกเล่าประสบการณ์การเตรียมความพร้อม ที่ทุก ๆ คนสามารถวางแผนและตั้งตัวแต่เนิ่น ๆ ก่อนจะเข้าสู่สูงวัย และเป็นผู้สูงอายุที่มีคุณภาพ มีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง ปราศจากโรคภัยไข้เจ็บดังนี้ ดูแลร่างกายให้แข็งแรง ด้วยการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ด้วยการวิ่งหรือเดินเร็ววันละประมาณ 40-50 นาที และยืดเหยียดกล้ามเนื้อ หมุนคอ หมุนแขน 30 นาที ดูแลการรับประทานอาหาร โดยเลือกรับประทานผักผลไม้เป็นหลัก เน้นอาหารมื้อเช้าและกลางวัน ส่วนมื้อเย็นให้เลือกผักและผลไม้ ดูแลสุขภาพฟันให้แข็งแรง ด้วยการแปรงฟันอย่างน้อยวันละ 2 ครั้งคือ ตอนเช้าและก่อนนอนอย่างสม่ำเสมอทุกวัน จะเห็นได้ว่าคำแนะนำของ นพ.บรรลุ สอดคล้องกับ หลักการป้องกันการเกิดโรคหลอดเลือดในสมองซ้ำ ซึ่งถือว่าการดูแลตัวเองให้ดีจะทำให้ร่างกายแข็งแรงและมีอายุยืนยาว นอกจากนี้สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) สนับสนุนให้คนไทยลดหวาน มัน เค็ม ด้วยสูตร 6:6:1 คือ น้ำตาลไม่เกิน 6 ช้อนชา น้ำมันไม่เกิน 6 ช้อนชา และเกลือไม่เกิน 1 ช้อนชาต่อวัน รวมถึง หันมารับประทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพด้วยสูตร 2:1:1 คือ ผักสองส่วน ข้าวหรือแป้งหนึ่งส่วน และเนื้อสัตว์ไม่ติดมันอีกหนึ่งส่วน ซึ่งนอกเหนือจากการทานอาหารที่ดีแล้ว การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ พักผ่อนให้เพียงพอ ไม่ดื่มแอลกอฮอล์และสูบบุหรี่ เพียงเท่านี้ก็ห่างไกลจากโรคหลอดเลือดสมองและโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) อื่น ๆ ขอบคุณข้อมูลจาก : https://www.thaihealth.or.th/Content/48908-เราสูญเสียไปเท่าไหร่+จากการสูบบุหรี่.html
ดื่มน้ำผลไม้ให้ประโยชน์มากแค่ไหน
[gallery columns="1" size="large" ids="37079"] ณ วันนี้เป็นยุคที่ผู้คนทั้งประเทศหันมาใส่ใจดูแลสุขภาพกันมากขึ้น ขณะเดียวกันในด้านของผู้ผลิต ก็ตอบสนองโดยการผลิตสินค้าทั้งอุปโภคและบริโภค ที่ห้อยท้ายด้วยคำว่า "เพื่อสุขภาพ" ออกมาจำหน่ายกันมากมาย หนึ่งในจำนวนนั้น ก็คือ น้ำผลไม้หลากชนิด นานายี่ห้อ ที่มีให้เลือกซื้ออย่างจุใจ การดื่มน้ำผลไม้ทำให้รู้สึกสดชื่น ดับกระหาย ส่วนคุณค่าทาง โภชนาการจะมีมากน้อยแค่ไหนนั้น เป็นสิ่งที่ผู้บริโภคทุกคนต้องทราบ เพื่อที่จะได้จัดสรรอาหารการกินในแต่ละวันให้เป็นไปอย่างสมดุล และร่างกายได้รับประโยชน์จากอาหารที่เรากินเข้าไปมากที่สุด แต่ก่อนที่จะไปถึงคำตอบในคำถามที่ตั้งหัวข้อไว้ อยากให้ทำความรู้จักกับน้ำผลไม้ชนิดต่างๆ กันก่อน ชนิดของน้ำผลไม้ น้ำผลไม้ที่เราซื้อมาดื่ม ทั้งที่มีขายอยู่นอกห้างและในห้างสรรพสินค้าซึ่งมีทั้งชนิดคั้นสด บรรจุกล่อง บรรจุขวด ฯลฯ หลากหลายรูปแบบนั้น ความจริงแบ่งได้ เป็น 2 ประเภทเท่านั้น คือ 1.น้ำผลไม้สด หมายถึง น้ำผลไม้ที่คั้นสำหรับดื่มสดๆ โดยไม่เติมสารปรุง แต่งใดๆ ทั้งสิ้น อย่างเช่น น้ำส้ม หรือน้ำฝรั่ง ที่คั้นกันสดๆ หรือบรรจุขวดแช่น้ำแข็งขาย 2.น้ำผลไม้ที่ผ่านกระบวนการ หมายถึง น้ำผลไม้ที่ผลิตขึ้นด้วยวิธีการถนอมอาหาร โดยใส่สารกันบูด หรือสารปรุงแต่งอื่นๆ เพื่อยืดอายุการเก็บให้นานขึ้น ซึ่งน้ำผลไม้ประเภทนี้ก็มีหลายรูปแบบ เช่น น้ำผลไม้ชนิด 100 เปอร์เซ็นต์ ที่ทำจากผลไม้สดที่หาได้ง่ายในท้องถิ่น เช่น ส้ม ฝรั่ง สับปะรด เป็นต้น โดยไม่ เติมกรด หรือน้ำตาล ซึ่งน้ำผลไม้ชนิด 100 เปอร์เซ็นต์นี้จะมีรสชาติใกล้เคียงน้ำผลไม้คั้นสดมากที่สุด น้ำผลไม้ผสม น้ำผลไม้ประเภทนี้ อาจมีน้ำผลไม้ผสมอยู่มากกว่า 1ชนิด และส่วนใหญ่มักจะเติมน้ำตาล สารกันบูด สี และสารปรุงแต่งกลิ่นรสลงไปด้วย โดย ที่มีน้ำผลไม้เป็นส่วนประกอบหลัก ๔๐ เปอร์เซ็นต์ หรือ ๖๐ เปอร์เซ็นต์ น้ำผลไม้ยูเอชที น้ำผลไม้ประเภทนี้ อาจผลิตจากผลไม้สด หรือน้ำผลไม้เข้มข้น (ที่ต้องมาทำให้เจือจาง) ๒๐ เปอร์เซ็นต์ ถึง ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ แล้วบรรจุขวด หรือผนึก กล่องสุญญากาศ เพื่อให้เก็บได้นานวัน ขอบคุณข้อมูลจาก : https://www.thaihealth.or.th/Content/43776-ดื่มน้ำผลไม้ให้ประโยชน์มากแค่ไหน.html